ยังนึกถึงเวลาที่โซเชียลเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มเพื่อน เป็นแหล่งที่แห่งการปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของกลุ่มวัยรุ่น และเพื่อนๆ โดยปราศจากสายตาของพ่อแม่ได้มะ ต้องเสียใจด้วย เพราะถึงวันนี้มันเป็นเพียงแค่อดีตไปเสียแล้ว เมื่อเฟรนรีเควสเริ่มหลั่งไหลเข้ามา เริ่มจาก Facebook ต่อไปคงมี IG และ Twitter เพิ่มตามมา นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น จากสถิติวัยรุ่นไทยแทบจะหนี Facebook จากพ่อแม่ไปกันหมดแล้ว อีกไม่นานอาจจะอยู่บน IG และ Twitter ไม่ได้อีกด้วย? แล้วจะทำยังไงละทีนี้ ใจเย็นๆ ไว้ ไม่ต้องเครียด สูดหายใจเข้าลึกๆ ให้เต็มปอด แล้วค่อยๆ อ่านเทคนิควิธีการใช้ชีวิตร่วมกับพ่อ แม่อันเป็นที่รักบนโลกโซเชียลอย่างสงบสุข

 

เหมือนเพียงแค่ไม่นานมานี้เองที่ พ่อแม่ เราเหมือนจะอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่มี smartphone หรือ high-speed internet ชีวิตวัยรุ่นเป็นเหมือนฝัน ทั้งเม้น ทั้งโพส เรื่องลามกตลกขำขัน หรือจะปาร์ตี้สุดมันกับเพื่อน หรือกิจกรรมป่วนๆ ที่ทำกันประจำ ชีวัตมันช่างอิสระนัก จนกระทั่ง พ่อแม่กระโดดข้ามกำแพงเทคโนโลยี ข้ามเน็ตบ้านติดสาย ไปถอยอุปกรณ์ไร้สาย 3G หรือยิ่งกว่านั้น 4G ที่สุดแสนจะราคาถูก แถมใช้งานง่าย มาอยู่ในมือ เท่านั้นไม่พอจำนวนกว่าครึ่งของพ่อแม่กลุ่มนี้เข้าร่วมเล่นโซเชียลที่พวกเราเล่นอยู่กัน! นี่มันที่ของวัยรุ่นนิ วัยรุ่นจะอยู่ร่วมกับรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้ยังไงมาตามอ่านต่อกัน

 

ขั้นแรก: สะสางล้างห้องโซเชียล

ก่อนที่จะปล่อยให้พ่อแม่เข้ามาเห็นห้องโซเชียลอันรกสกปรก คิดซะว่าเหมือนการทำความสะอาดห้องนอนอันสุดแสนจะรกเลอะเทอะก่อนที่พ่อแม่จะเข้ามาเห็นและต้องบ่น ดุว่า จนหูชา เพราะสิ่งที่เห็นมันอาจจะไม่เข้าตา เก็บห้องโซเชียลให้เรียบร้อยก่อน อะไรที่ดูจะไม่เหมาะสมนักก็ลบ หรือซ่อนเม้น ซ่อน status เสียก่อน

 

ขั้นสอง: รับเพื่อน รับฟอลรีเควส ซะ

ต้องบอกตามตรงเลยว่า ควรจะรับนะ ยังไงก็พ่อแม่ผู้เลี้ยง และให้กำเนิดเรา ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่อยาก และพยายามจะเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ในชีวิตของเรา ตรงนี้ไม่ต้องเริ่มคิดกลัวถึงปัญหาต่างๆ นาๆ ที่จะตามมา รับก่อน แล้วอ่านต่อเลย

 

ขั้นสาม: ถกคุยตกลงขอบเขตกันแต่เนิ่นๆ

พ่อแม่มักถูกแนะนำว่าให้นั่งคุยกับลูกเรื่องการใช้งานอินเตอร์เน็ตว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ พวกเราวัยรุ่นก็นำกลับมาใช้กับพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ทั้งเม้นช่วยปกป้อง หรือเม้นถามถึงสิ่งที่ทำเพราะไม่เข้าใจ ติงตำหนิ ต้องละเว้นทั้งหมด แนะให้คุยเคลีย ถามกันนอกรอบ ตั้งกฎกันตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อความสุขของทั้งสองฝ่าย

 

ขึ้นสี่: เตรียมตัวปกป้องความเป็นตัวของตัวเอง

พ่อแม่เกิดคนละยุคอาจจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่เหมาะสมในอดีตอาจจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาในปัจจุบัน เช่นมุกตลกลามกเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ได้ทำร้ายอะไรใคร ตรงนี้ต้องอธิบายอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจ ว่าการโพสบ่งบอกความเป็นตัวเราเองอย่างไร เราเป็นคนตลก และเราเข้าใจถึงเนื้อหาข้อความต่างๆ อย่างไร ตรงนี้แนะนำว่าใจเย็นกว่าได้เปรียบ นิ่งไว้ ค่อยๆ อธิบาย ยิ่งใจเย็นมีความเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะยอมรับได้ แต่พ่อแม่ทุกคนไม่เหมือนกันทั้งหมด บางคนเข้าใจง่าย บางคนอาจรับได้ยาก น้ำหยดบนหินทุกวัน หินมันยังกร่อน ค่อยอธิบายค่อยคุย สักวันพ่อแม่ก็เข้าใจ

 

ขั้นห้า: ใช้ฟังชั่น “บล็อก” ให้เป็น

ไม่ใช่เพียงพ่อแม่ที่เห็นโพสของเรา แต่เราจะเริ่มเห็นโพสของพ่อแม่เราด้วย บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องตลกขบขันของรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่เราอาจจะรับไม่ได้เพราะเราอาจจะไม่เห็นพ่อแม่เป็นเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นพ่อแม่เรา พ่อแม่อาจจะมีโพสเล่นมุกตลก ลามกกับกลุ่มเพื่อนๆ ได้เช่นกัน ตรงนี้อย่าไปเครียด เพราะเราสามารถเลือก “บล็อก” ไม่ให้เห็นข้อความน่าอายสำหรับเราออกไปได้ โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ว่าเราจะเห็น status ของเขาเองหรือไม่

 

ขั้นห้า: อย่าตั้ง status หรือเม้นที่ลามกเกินไป

คิดซะว่าพ่อแม่เป็นระบบกลั่นกรองความปลอดภัยในโซเชียลระดับเมพ ก่อนที่จะโพสอะไร ไม่ว่าจะรูปนุ่งน้อยห่มน้อยลง ไอจี หรือเม้นเรื่องปาร์ตี้สุดหลุดลงเฟส คิดเสียก่อนว่า เราต้องการให้พ่อแม่เห็นสิ่งพวกนี้หรือเปล่า เพราะความเสียงที่กลัวว่าพ่อแม่จะเห็นก็เป็นสิ่งที่ดีได้ เพราะคงไม่มีวัยรุ่นคนไหนอยากเป็นไอ้หน้าโง่ต่อหน้าประชาชนคนโซเชียล สร้างความละอายต่อตนเองดังเป็นที่เห็นได้ในข่าวดราม่าประจำวันทั่วไป ถือเป็นการบังคับให้เรากรองความคิดก่อนโพส ช่วยได้ในอีกรูปแบบ

 

ขั้นหก: ทำตัวให้น่ารัก เพราะเธอคือคนต่อไปที่จะโดน

สุดท้ายแล้ววัยรุ่นจำนวนหนึ่งก็จะกลายเป็นพ่อเป็นแม่เสียเอง แม้มันจะเป็นสำนวนซ้ำซากน่าเบื่อ แต่มันก็คือความจริง คิดหรือว่าในปี 2582 พวกเธอจะไม่โพสลงโซเชียลแต่เรื่องน่าเบื่ออย่างการเที่ยวต่างประเทศกับกลุ่มป้าๆ ลุงๆ ของพวกเธอบนโซเชียลใหม่อย่าง Foolgy หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ฮิตในเวลานั้น แน่นอนพวกเธอต้องทำแน่ๆ และแน่นอนลูกของพวกเธอก็จะรู้สึกขายหน้ากับเม้นของพวกเธอ ถึงตอนนั้นรูปโปรไฟล์รุ่นลูกอาจจะแบ๊ว หรือผ้าชิ้นน้อยจนแทบรับไม่ได้ ดังนั้นจงจำไว้ว่า ถ้าคิดว่าจะ อันฟอล อันเฟรน พ่อแม่เมื่อไหร่ที่ไม่พอใจ ต่อไปเราอาจจะโดนเสียเอง

 

โลกโซเชียลบอกไว้อยู่แล้วว่าเป็นโลกสังคม สังคมก็มีทั้งวัยรุ่น วัยรุ่นเดอะ วัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่จะอยู่ร่วมกันได้ แต่การที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ มีข้อกำหนดตกลงระหว่างกัน ให้ความเคารพ และให้พื้นที่ต่อกัน ต่างวัยต่างต้องการมีพื้นที่ให้การแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เทคโนโลยีก็เหมือนกับเครื่องมือทั่วไป มีทั้งประโยชน์ และโทษ ผู้ใช้ต้องเข้าใจการใช้งานเครื่องมือนี้ เพื่อดึงประโยชน์ และเลี่ยงโทษของมัน หวังว่าโลกโซเชียลจะสงบสุข ครอบครัวโซเชียลอยู่อย่างเป็นสุขกันทั่วประเทศเอย

 

ปล. สุดท้ายนี้ มีคำแนะนำสำหรับพ่อแม่กับการปฏิบัติในโลกโซเชียลของลูกอยู่ตามเน็ตมากมาย วัยรุ่นลองหาแล้วแอบส่ง LINE หรือเฟสให้พ่อแม่อ่านดูเพื่อความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

Comments